นักเรียนวาดการ์ตูนล้อเลียนการสอบใบอนุญาตทนายความ

423538_2328831840759_1848600945_1472104_858499108_n

ข้อสอบตั๋วทนาย ภาคทฤษฎี รุ่น 38

ข้อเท็จจริง

วันที่ 14 กันยายน 2553 นายหนึ่ง มกราได้มาพบนายชอบ ยุติธรรมที่สำนักงาน เล่าให้ฟังว่า วันที่ 31 มีนาคม 2553 เวลา 16.30 น. ได้ไปพบนายสอง กุมภา เพื่อขอซื้อที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 11 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 22 ตารางวา ด้านข้างมีอาคารพาณิชย์ซึ่งนายสอง กุมภา บอกว่าเป็นของนายโท กุมภา? นายหนึ่ง มกรา จึงขอซื้อในราคา8ล้านบาท เพราะเห็นว่าเป็นที่ทำเลดี นายสอง กุมภา กับนายโท กุมภา บอกว่า ที่ดิน 4 ไร่ข้างๆต่อไปนายโท กุมภาจะร่วมทุนกับชาวต่างชาติสร้างอาคาร ในเดือนสิงหาคม 2553 ถ้าสร้างเสร็จจะมีราคาถึง 15 ล้านบาท ถ้าจะขาย จะขายในราคา 10 ล้านบาท

วันที่ 1 เมษายน 2553 นายหนึ่งชำระราคาแก่นายสอง กุมภา โดยชำระราคาและจดทะเบียนซื้อขาย ณ สำนักงานที่ดินลาดพร้าว ต่อมา เดือนตุลาคม 2553 นายหนึ่ง มกราได้สอบถามคนข้างเคียงที่ดิน พบว่าที่ดินของนายโท กุมภา จำนวน 4 ไร่เศษ ถูกเจ้าพนักงานยึดออกขายทอดตลาดตั้งแต่ปี 52 แล้ว

วันที่ 14 กันยายน 2553 นายหนึ่งได้มอบให้ท่านทำหนังสือร้องทุกข์ และในวันเดียวกัน ได้มอบให้ท่านมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแก่คนทั้งสองเพื่อเรียกร้องตามสิทธิ โดยร้องทุกข์ที่สน.พหลโยธิน วันที่ 15 กันยายน 2553 ท่านจึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้บุคคลทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ภายใน 7 วัน

วันที่ 30 กันยายน 2553 ท่านยื่นฟ้องคดีแพ่งพร้อมทำคำแถลงขอส่งหมายทางไปรษณีย์

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ท่านมาตรวจสำเนาพบว่า นายสอง กุมภา และนายโท กุมภา ได้รับหมายฯตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2553 แต่นายโท กุมภาเพิกเฉยไม่ยื่นคำให้การท่านจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยโดยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลนัดอ่านคำพิพากษาโดยให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามฟ้องพร้อมกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 แต่ไม่มีใครมาฟังคำพิพากษา ศาลให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วันแต่จำเลยเพิกเฉย ท่านจึงยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี

คำสั่ง

  • คำฟ้องแพ่ง 34 คะแนน
  • คำร้องทุกข์ 12 คะแนน
  • คำร้องขาดนัดขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ 7 คะแนน
  • หนังสือบอกกล่าว 10 คะแนน
  • คำแถลงส่งหมายทางไปรษณีย์ 5 คะแนน
  • คำขอออกหมายบังคับคดี 12 คะแนน

แนวคำตอบ

  • ข้อหา : กลฉ้อฉลเพื่อเหตุ, เรียกค่าสินไหมทดแทน

ป.พ.พ. มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนด อันหนักยิ่งกว่าที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้

ฎ.5246/2543 จำเลยให้คำรับรองว่าที่ดินพิพาทที่จะขายให้แก่โจทก์ติดกับทางสาธารณะ แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทไม่ติดทางสาธารณะตามที่จำเลยให้คำรับรอง เมื่อโจทก์มีเจตนาซื้อที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ และได้ซื้อ ที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่แพงกว่าปกติของที่ดินในบริเวณเดียวกับที่ไม่ติดทางสาธารณะ ถือว่าจำเลยขายที่ดินแก่โจทก์โดยทำกลฉ้อฉล เป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระราคาสูงขึ้นกว่าราคาซื้อขายปกติ แต่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพราะติดกับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ด้วย จึงเป็นกลฉ้อฉลแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่เขาจะยอมรับโดยปกติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161 (เทียบเคียง)

  • คู่ความ
    – โจทก์ >? นายหนึ่ง มกรา
    – จำเลย > นายสอง กุมภา กับ นายโท กุมภา
  • ค่าเสียหาย
    – ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน? 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยก่อนฟ้องอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือนคิดเป็นเงิน 75,000 บาท? รวมเป็นทุนทรัพย์ 2,075,000 บาท และขอคิดดอกเบี้ยหลังฟ้องอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป
    หมายเหตุ : ตามข้อเท็จจริงเป็นกรณีกลฉ้อฉลเพื่อเหตุ ตามป.พ.พ. มาตรา 161 สัญญาซื้อขายจึงไม่เป็นโมฆียะ บอกล้างไม่ได้ จึงไม่มีคำขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขาย


ข้อสังเกตโดย อ.เป้

> แนวการออกข้อสอบเน้นหลักกฎหมาย การหาวันคิดดอกเบี้ย และการคำนวณทุนทรัพย์ ในการสอบครั้งต่อไปนักเรียนต้องศึกษาหลักการเขียนทบทวนหลักกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้แม่นยำก่อนเข้าสอบด้วยนะครับ
> คอร์สติวของผมจึงต้องเพิ่มวันติวหลักกฎหมายโดยเฉพาะอีก?1 วัน?รอฟังผลสอบ 19 เม.ย.55 ขอให้ทุกคนสอบผ่านครับ

สมัครติวสอบใบอนุญาตทนายความ ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และผู้ฝึกงาน 1 ปี กับ อ.เป้ สิททิกรณ์

โทร.086-987-5678 หรือดูรายละเอียดที่ www.SmartLawTutor.com

***********************************

ข้อสอบตั๋วทนาย ภาคปฏิบัติ รุ่น 37

ข้อเท็จจริง

วันที่10 พ.ค. 2555 นางหนึ่ง มกรา มาพบนายชอบ ยุติธรรม ทนายความ โดยเล่าข้อเท็จจริงให้ฟังว่า เมื่อปี 2535 นางหนึ่ง มกรา ได้จดทะเบียนสมรสกับนายเอก มกรา

หลังจากจดทะเบียน เมื่อประมาณวันที่ 15 มี.ค. 45 นางหนึ่ง มกรา และนายเอก มกรา ได้ร่วมกันซื้อที่ดิน โฉนดเลขที่ 11 เลขระวาง 1ย หน้าที่ดิน 123… จากการแนะนำของนายสอง กุมภา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนายเอก มกรา มาตั้งแต่ก่อนที่จะสมรสกับนางหนึ่ง มกรา โดยในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น ระบุให้นายเอก มกรา เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เพียงผู้เดียว

ต่อมา ประมาณต้นปี 2555 นางหนึ่ง มกรา และนายเอก มกรา เริ่มมีปัญหากัน นางหนึ่งมกรา หาโฉนดที่ดินไม่พบ จึงจะไปแจ้งความ แต่นายเอก มกรา กลับไม่ยอมให้ไป นางหนึ่งมกราจึงไปสอบถามจากนายสอง มกรา แต่นายสอง มกรา ไม่ยอมบอกแต่นายสอง กุมภาดูมีพิรุธ และบอกให้ไปสอบถามนายเอก มกราเอง

นางหนึ่ง มกรา สงสัยว่าจะมีการทำนิติกรรมเกิดขึ้น จึงมาพบท่าน นายชอบ ยุติธรรม เพื่อมอบอำนาจให้ไปตรวจสอบการทำนิติกรรมที่ดิน

หลังจากที่ไปตรวจสอบพบว่ามีการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างนายเอก มกรา และ นายสอง กุมภาเมื่อวันที่ 10 ก.พ.54 มีกำหนดเวลา 3 ปี (ราคาประเมินที่ดิน 5,000,000 บ.) โดยนายเอก มกรา ได้แจ้งกับเจ้าพนักงานที่ดินให้จดข้อความลงในเอกสารว่าไม่เคยมีภริยา

ในวันที่ 25 พ.ค. 2555 นางหนึ่ง มกราจึงแต่งตั้งท่าน นายชอบ ยุติธรรม เป็นทนายความฟ้องคดีแพ่งต่อศาลเยวชนและครอบครัวกลางเพื่อรักษาสิทธิของตน และฟ้องคดีอาญาต่อศาลแขวง..ข้อหา..

คำสั่ง

1. หนังสือขอตรวจสอบนิติกรรมที่ดิน (12 คะแนน)

2. หนังสือมอบอำนาจของกรมที่ดิน ท.ด. 21 (5คะแนน)

3. คำฟ้องแพ่ง (36 คะแนน)

4. บัญชีพยาน (9คะแนน)

5. คำฟ้องอาญา (18คะแนน)

แนวคำตอบข้อคำฟ้องแพ่ง

  • ข้อหา : เพิกถอนนิติกรรม
  • คู่ความ
    – โจทก์ : นางหนึ่ง มกรา
    – จำเลย : นายเอก มกรา ที่ 1, นายสอง กุมภา ที่ 2
  • ค่าเสียหาย
    – ให้ศาลเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง
    – ให้ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์
    – ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดิน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1475 ถ้าสินสมรสใดเป็นจำพวกที่ระบุไว้ใน มาตรา 456 แห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือที่มีเอกสารเป็นสำคัญ สามีหรือภริยา จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารนั้นก็ได้

มาตรา 1476 สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความ ยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือ โอนสิทธิจำนองซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้

มาตรา 1480 การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับ ความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตาม มาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่ สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม นั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือ ในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่า ตอบแทน

การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้น หนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่ วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎ.10633/2551?โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) และเมื่อจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480

ข้อสังเกต

อ.เป้ สิททิกรณ์ ได้สอนหลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาที่นำมาออกข้อสอบในข้อนี้ในคอร์สติวสอบใบอนุญาตทนายความ ภาคปฏิบัติ รุ่น 37 โดยเขียนอธิบายไว้ในชีทชุดคำฟ้องแพ่ง 22-24 ขอให้นักเรียนสอบผ่านเยอะๆนะครับ

แนวคำตอบข้ออื่น

– หนังสือขอตรวจสอบการทำนิติกรรมให้ทำกระดาษเปล่า F4
– หนังสือมอบอำนาจของกรมที่ดิน ท.ด.21 ใช้แบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจของกรมที่ดินท.ด.21ที่กรรมการแจกมา (ไม่ใช่กระดาษเปล่า F4)
– บัญชีพยาน : ใช้แบบพิมพ์บัญชีพยาน หากไม่พอให้ต่อด้วยแบบพิมพ์บัญชีพยาน (ไม่ใช่กระดาษเปล่า F4 และ 40ก.)
– คำฟ้องอาญา : ใช้แบบพิมพ์คำฟ้อง,40ก.,คำขอท้ายฟ้องอาญา โดยให้นางหนึ่ง มกรา เป็นโจทก์ฟ้องนายเอก มกราเป็นจำเลย โดยอ้างว่านางหนึ่ง มกรา เป็นผู้ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจ ทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฎ.8738/2552 จำเลยซื้ออาคารชุดอุรุพงษ์คอนโดในระหว่างสมรสกับโจทก์ อาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ การที่จำเลยให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นโสดไม่เคยมีคู่สมรสไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137

เมื่ออาคารชุดอุรุพงษ์คอนโดเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย อำนาจการจัดการจำนองอาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกัน แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจำเลยก็ไม่มีอำนาจทำนิติกรรมโดยโจทก์ไม่ยินยอม การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนองหรือโจทก์มีสินสมรสเพิ่มขึ้นหรือไม่ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง

**********************

การบรรยายคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งกรณีฟ้องขับไล่

การบรรยายคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งกรณีฟ้องขับไล่

อ.เป้ สิททิกรณ์

ในการฟ้องคดีขับไล่ทนายความมักจะบรรยายคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งว่า “ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่………….เลขที่ดิน……..ตำบล……อำเภอ……..จังหวัด……..เนื้อที่……….โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้โจทก์หรือบุคคลภายนอกดำเนินการแทนโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย”

มีประเด็นที่น่าสนใจว่าการบรรยายคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งในลักษณะดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ???

โดยหลักแล้วการฟ้องบังคับให้จำเลยกระทำการ เจ้าหนี้สามารถขอให้ศาลบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการดังกล่าวแทนลูกหนี้โดยให้ลูกหนี้ออกค่าใช้จ่ายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง

มาตรา 213 ถ้า ลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนเจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาล ให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้

เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้

ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอน การที่ได้กระทำลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายและให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้

อนึ่ง บทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอา ค่าเสียหายไม่

โดยสภาพแล้ว การฟ้องขับไล่โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทมีลักษณะเป็นคำขอให้กระทำการอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม กรณีฟ้องขับไล่ หากศาลพิพากษาให้ขับไล่หรือให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแล้วลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมปฏิบัติตาม?ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ได้กำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้โดยเฉพาะแล้วโดยกำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการเพื่อให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท

มาตรา 296ทวิ ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ หรือต้องออกไปหรือ ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์ที่ครอบครอง ถ้าลูกหนี้ ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว

เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในห้ามาตราต่อไปนี้

ดังนี้จึงมีประเด็นที่น่าพิจารณาว่า การบรรยายคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งว่า “ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่………….เลขที่ดิน……..ตำบล……อำเภอ……..จังหวัด……..เนื้อที่……….โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้โจทก์หรือบุคคลภายนอกดำเนินการแทนโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ในประเด็นนี้ ศาลฎีกาตัดสินว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิได้กำหนดขั้นตอนของการบังคับคดีกรณีฟ้องขับไล่ไว้โดยเฉพาะแล้วจึงนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติมาใช้บังคับไม่ได้

ฎ.2071/2552 ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ กำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับในกรณีที่ถูกพิพากษาให้ขับไล่ หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าหากจำเลยไม่รื้อถอนต้นไม้ที่นำเข้าไปปลูก ให้โจทก์ดำเนินการแทน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

ฎ.3486/2542 โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาตามคำขอของโจทก์ที่ว่า ถ้าจำเลยไม่ดำเนินการรื้อถอนให้โจทก์หรือบุคคลภายนอกเป็นผู้รื้อถอน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามป.วิ.พ.มาตรา 296 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาจึงนำ ป.พ.พ.มาตรา 213 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติที่มิใช่บทบัญญัติในการบังคับคดี มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ไม่ได้

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การบรรยายคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งกรณีฟ้องขับไล่ว่า “หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้โจทก์หรือบุคคลภายนอกดำเนินการแทนโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย” จึงไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ

ดังนั้น การบรรยายคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งกรณีฟ้องขับไล่ที่ถูกต้องจึงควรบรรยายแต่เพียงว่า “ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่………….เลขที่ดิน……..ตำบล……อำเภอ……..จังหวัด……..เนื้อที่……….โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย” เท่านั้น

********************************

ข้อสอบตั๋วปี 1/55

ข้อเท็จจริง

นายโท กุมภา มาหาท่านนายชอบ ยุติธรรม ทนายความ โดยเล่าให้ฟังว่า เมื่อปลายปี พ.ศ.2553 นายโท กุมภา ได้ทำสัญญากู้เงินนายเอก มกรา จำนวน 2,000,000 บาท โดยตกลงว่า นายโท กุมภา จะชำระดอกเบี้ยให้นายเอก มกรา ทุกวันสิ้นเดือน สัญญากู้ฉบับนี้ ไม่มีกำหนดชำระหนี้ แต่ในการกู้ครั้งนี้ นายโท กุมภาได้นำโฉนดบ้านและที่ดินเลขที่… ซึ่งมีราคาตามท้องตลาด 7,000,000 บาท ให้ไว้แก่นายเอก มกรา เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ พร้อมทั้งเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินดังกล่าว ให้ไว้แก่นายเอก มกรา ให้นายเอก มกราสามารถโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินได้ในทันทีที่นายโท กุมภาไม่ชำระหนี้

วันที่ 30 พ.ย. 2554 นายโท กุมภา ได้นำดอกเบี้ยมาชำระ นายเอก มกราจึงแจ้งแก่นายโท กุมภาว่า ต้องการให้นายโท กุมภา ชำระเงินต้นคืนในวันที่ 15 ธ.ค. 54 แต่นายโท กุมภา ไม่มีเงินชำระ จึงขอโฉนดบ้านและที่ดินคืนจากนายเอก มกรา เพื่อนำไปขายเอาเงินมาชำระหนี้ แต่นายเอก มกราไม่ยินยอม อีกทั้งยังตั้งนายหนึ่ง มกรา ไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินเป็นของนายเอก มกรา

ต่อมา นายโท กุมภาได้รับสำเนาคำฟ้องขับไล่ ให้นายโท กุมภาออกจากบ้านและที่ดินแปลงดังกล่าว

นอกจากนี้แล้ว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 54 นายโท กุมภา ได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้ แต่รถคันดังกล่าวได้หายไป นายโท กุมภา จึงไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ต่อมาปรากฏว่า พบรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ที่บ้านของนายสาม มีนา แต่นายสาม มีนาไม่ยอมให้การต่อสู้ใดๆเลย จะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น

วันที่ 21 ม.ค. 55 นายโท กุมภา ได้ตั้งท่านเป็นทนายความยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง พร้อมทั้งฟ้องอาญา เพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมาย โดยหลังจากนั้นไม่นาน นายเอก มกราก็ถึงแก่ความตาย

คำสั่ง

– คำให้การและฟ้องแย้ง

– ฟ้องอาญา

– บัญชีพยาน

– คำแถลงขอปิดหมาย

– คำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ

แนวคำตอบข้อคำให้การและฟ้องแย้ง

ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม

ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ

ความตกลงกันอย่างใด ๆ ขัดกับข้อความดั่งกล่าวมานี้ท่านว่าเป็นโมฆะ

ฎ.351/2522 กู้เงินมีข้อสัญญาว่า ถ้าไม่ใช้เงินคืนตามกำหนดยอมโอนที่ดินตามโฉนดชำระหนี้ให้โดยไม่คำนึงถึงราคาที่ดิน ฝ่าฝืน มาตรา656 วรรค 2,3 บังคับให้โอนที่ดินชำระหนี้ไม่ได้

แนวคำตอบข้อคำฟ้องอาญา

ฎ.904/2511 ในฟ้องข้อ 1 โจทก์ไม่ได้ระบุว่าจำเลยเป็นผู้ลักทรัพย์ของกลาง โจทก์บรรยายไว้แต่เพียงว่ามีคนร้ายลักเอาไปแล้วจึงบรรยายต่อไปในข้อ 2 ว่า ทั้งนี้โดยจำเลยเป็นผู้ลักหรือมิฉะนั้นก็รับของโจรไว้ ซึ่งมิได้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดทั้งสองฐาน จึงไม่ขัดกัน ฟ้องของโจทก์เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว

ฎ.212/2504 โจทก์บรรยายฟ้องตอนต้นว่า จำเลยลักทรัพย์ ในตอนต่อมาบรรยายว่าจับทรัพย์ได้ที่จำเลย จำเลยจึงลักทรัพย์หรือรับของโจร ทรัพย์รายเดียวกันดังนี้ เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2504)

************************

ตัวอย่างการบรรยายคำฟ้องอาญาข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร

25550818-023332

ตั๋วรุ่น และ ตั๋วปี แตกต่างกันอย่างไร

ตั๋วรุ่น และ ตั๋วปี แตกต่างกันอย่างไร

1. ตั๋วรุ่นมีการสอบข้อเขียน 2 ภาค คือ ภาคทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติ ส่วนตั๋วปีจะมีการสอบข้อเขียนเพียงครั้งเดียว

2. การสอบตั๋วรุ่น ภาคทฤษฎีจะให้เขียนในสมุดคำตอบ ส่วนภาคปฏิบัติกับตั๋วปีจะให้เขียนในแบบพิมพ์ศาลให้ถูกต้อง

3. ตั๋วรุ่นสามารถสมัครเข้ารับการรับอบรมภาคทฤษฎีตามวันที่ประกาศ ส่วนตั๋วปีจะต้องแจ้งการฝึกต่อสภาทนายความเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรอประกาศ แต่ต้องรอให้ครบ 1 ปีจึงจะมีสิทธิลงทะเบียนสอบข้อเขียน

4. ตั๋วรุ่น ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ คะแนนเต็ม 100 คะแนน แบ่งเป็นอัตนัย 80 คะแนน ปรนัย 20 คะแนน สอบได้ 50 คะแนนขึ้นไปถือว่าสอบผ่าน
ส่วนตั๋วปีมีคะแนนสอบ 100 คะแนน แบ่งเป็นอัตนัย 70 คะแนน ปรนัย 30 สอบได้ตั้งแต่ 50 คะแนนขึ้นไปถือว่าสอบผ่าน ไม่มีคะแนนการฝึกงาน

5. ตั๋วรุ่นมีหนังสือรวมข้อสอบเก่าพร้อมธงคำตอบทั้ง ภาคทฤษฎี (เล่มสีน้ำเงิน) และ ภาคปฏิบัติ (เล่มสีแดง) ทำให้รู้แนวข้อสอบ แต่ตั๋วปีไม่มีหนังสือรวมข้อสอบเก่าจำหน่ายครับ

6. ตั๋วรุ่นภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สถิตินักเรียนสอบผ่านสูงกว่าตั๋วปีมาก

*******************