การค้นหาเป้าหมายชีวิตของอ.เป้

ตอนที่ 1 เดินหลงทางเข้าสู่ความ “ตกต่ำ”

ผมเปรียบชีวิตเหมือนการเดินทาง หลายคนออกเดินทางโดยไม่มีจุดหมาย รู้แต่เพียงว่าวันนี้ต้องเดินทางออกจากบ้านแต่ไม่รู้ว่าจะไปไหน และจะไปเพื่ออะไร ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ นั่งรถโดยสารไปเรื่อยๆ ขับรถไปเรื่อยๆ (แล้วแต่ฐานะของแต่ละคน) โดยหวังว่าจะเจอสถานที่สักแห่งที่เขาพอใจ เห็นใครไปทางไหนและบอกว่าดีก็ตามเขาไป ถ้าวันนึงได้เจอสถานที่ที่พอใจก็ถือว่าโชคดีไป บางทีก็ไปเจอสถานที่ที่ไม่พอใจแต่หลงเข้าไปแล้วต้องขวนขวายหาทางออกกลับมาเริ่มต้นใหม่ เสียเวลา เสียความมั่นใจ บางทีก็เดินทางจนเหนื่อยแต่ยังไม่พบอะไรสักอย่าง การเดินทางแบบนี้ทำให้ชีวิตของเรา”ก้าวหน้าช้า”

ทำอย่างไรล่ะชีวิตถึงจะ”ก้าวหน้าเร็ว”

สั้นๆง่ายๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากการกำหนด “เป้าหมายชีวิต” ไงครับ คนส่วนหนึ่งโชคดีโดยรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของตนคืออะไร อาจเป็นเพราะหาเจอเองหรือมีคนแนะนำก็แล้วแต่

แต่ผมเชื่อว่ามีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่าเป้าหมายชีวิตของตนเองคืออะไร บางคนพยายามค้นหาแต่หาไม่เจอ บางคนรู้ว่าควรต้องมีเป้าหมายในชีวิตแต่ไม่สนใจที่จะค้นหา บางคนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าต้องมีเป้าหมายในชีวิต คนเหล่านี้มักจะทำแต่สิ่งที่คนอื่นบอกให้ทำหรือทำในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี ถ้าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ชอบใจ (คลิ้ก like) ก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณพอใจล่ะครับ คุณจะทำอย่างไร

ผมหาเป้าหมายในชีวิตได้อย่างไร

อันนี้เป็นคำถามที่คนทั่วไปต้องใช้เวลาคิดนานที่สุด บางคนคิดทั้งชีวิตยังหาคำตอบให้ตัวเองยังไม่เจอ

ผมเองยังใช้เวลาค้นหาคำตอบนี้เกือบสามสิบปี

ผมเริ่มต้นใช้ชีวิตแบบไร้เป้าหมายตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงเรียนจบมัธยม ช่วงนั้นคิดแต่เรื่องสนุก ไม่มีสาระ เจ้าชู้ไปเรื่อย ไม่ตั้งใจเรียน โดดเรียน ไม่ทำการบ้าน ติดเกมส์ ทำตัว(และหัว)เกรียนไปวันๆ ไม่รู้ว่าเนื้อหาวิชาที่ครูสอนจะเอาไปใช้ทำอะไร สอนมาทำไมเยอะแยะ จำไม่หมด โฟกัสไม่ถูก รู้แต่ว่ามีหน้าที่เรียนก็เรียนให้จบๆไป จบแล้วต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐให้ได้นะ (สมัยนั้นใช้ระบบเอนทรานส์) ซึ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหน จะเข้าคณะอะไร สาขาอะไร ตอบตัวเองไม่ได้ แถมเกรดเฉลี่ยก็แค่ 2 กว่า จะหวังจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ก็ไม่ไหว

แม่ของผมทำงานรับจ้างซักรีดมาตั้งแต่ก่อนผมเกิด แม่ทำงานหนักเพราะอยากให้ผมตั้งใจเรียนหนังสือสูงๆ ตอนเช้าแม่ซักผ้า ตอนบ่ายแม่รีดผ้า ตอนเย็นแม่ขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งผ้าจนถึงค่ำ แม่อยากให้ผมสอบเข้าม.เกษตรศาสตร์ให้ได้ (เพราะอยู่ปากซอยบ้าน) ส่วนพ่อของผมเป็นช่างฝีมือรับจ้างทั่วไป พ่อเคยบอกผมว่าอยากให้ผมทำงาน “นั่งโต๊ะ” เสียดายที่วันนี้พ่อไม่อยู่ดูว่าผมต้องทำงานนั่งโต๊ะนานขนาดไหน 555

ในที่สุดผมก็ทำให้แม่ผิดหวัง ผมสอบไม่ติดแม้แต่ที่เดียว (ตอนเขียนผมแอบน้ำตาตกในเล็กๆ) แต่ผมยังไม่รู้สึกผิดหวังสักเท่าไหร่ (แอบด้านชานิดๆ) เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าความรู้ไม่ถึง แต่เอาล่ะชีวิตยังต้องเดินต่อ แล้วจะเดินไปทางไหนล่ะ “ไม่รู้” คือคำตอบที่มีในขณะนั้น

และแล้วผมก็ไปสอบเข้าม.ราชภัฎพระนคร สาขาการโรงแรม ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าขอให้มีที่เรียนก็พอแล้ว เรียนไปได้ 1 เทอมก็กลับมานั่งถามตัวเองอีกครั้งว่า อาชีพในสาขาการโรงแรมใช่สิ่งที่ผมต้องการรึป่าว คำตอบที่ได้คือ “ไม่ใช่” ยุ่งล่ะสิ ช้าไปแล้ว 1 เทอมจะทำอย่างไร แม่ทำงานรับจ้างซักรีดก็ลำบากอยู่แล้ว แม่จะต้องทนลำบากทำงานแบบนี้ไปอีกกี่ปี บ้านที่อยู่แม่ก็เช่ามาตั้งแต่ก่อนผมเกิด พ่อก็เสียไปแล้ว ยิ่งเราจบช้า แม่ก็ยิ่งลำบากนานขึ้น จะฝืนเรียนที่เดิมสาขาเดิมต่อไปก็รู้แล้วว่า “ไม่ใช่” จะเปลี่ยนไปเรียนที่อื่น สาขาอื่นก็ไม่รู้จะไปสอบเข้าที่ไหน ไม่รู้จะไปสอบเข้าสาขาอะไร

ถึงจุดนี้ผมบอกตัวเองว่าผมกำลังตกอยู่ในสภาพ “คนไม่มีอนาคต” อดีตก็ไม่ดี ปัจจุบันก็ไม่ดี แล้วอนาคตจะดีได้อย่างไร

(ขอขยายความตรงนี้นิดนึงว่า ที่ผมคิดว่าผมกลายเป็น “คนไม่มีอนาคต” ไม่ใช่เพราะเรียนมรภ.พระนคร สาขาการโรงแรม แต่เป็นเพราะผมรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่และผมยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ใช่คืออะไร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถาบันหรือสาขาที่เรียนครับ โดยส่วนตัวแล้วผมให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของสถาบันน้อยมาก)

นี่คือช่วงเวลาที่แย่สุดๆ ตกต่ำที่สุด ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ความรู้ก็น้อย ความคิดก็มืดบอด พูดอะไรก็ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครเชื่อถือ จะไปสมัครงานอะไรก็ไม่ได้ เคยไปสมัครเป็นพนักงานร้านไอติมชื่อดังเค้ายังไม่รับผมเลย (เจ็บใจจนถึงวันนี้ แต่ก็ยังกินไอติมร้านนี้อยู่นะ 555)

ผมมีคำถามผุดขึ้นใน